คอมเครื่องนี้หาเงินได้เดือนละห้าแสน (ตอนที่ 2)

กิจกรรมที่ควรเลิกทำ บนเน็ทคือ
1. เลิกเปิดเวปไซด์เกี่ยวกับ เกมส์ การ์ตูน ทุกชนิด (ความบันเทิง มีอยุ่ทุกเวปบอรด์ เสพแค่นิดหน่อยก็เพียงพอแล้ว)
2. เลิกดูดวง, เลิกอ่านข่าวซุบซิป นินทา ดารา
3. เลิกอ่านข่าว ชี้นำ ที่เป็นประเด็น เพราะมันจะ สร้างอารมณ์ร่วม ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ กระทู้ประเภทนี้ พยายามแบ่งแยกคนเป็น 2 กลุ่มเพื่อให้มันด่ากันเอง แล้วมีคนอื่น ๆ เข้ามาช่วยกันด่าต่อไปเรื่อย ๆ เป็นเหมือน การด่าแบบลูกโซ่
4. เวปโป้ ไม่ควรเปิดเกินอาทิตย์ละ 3 ครั้ง
5. เวปบิต เวปบิตนี้เอาไว้ใช้เฉพาะยามจำเป็น เช่น หาโปรแกรมด่วน หรือ หาหนังดี ๆ มาดูเมื่อก่อนผมเป็นพวกบ้าบิต ผมก็เปิดแมร่งทั้งวัน โหลดแมร่งหมด สรุป ผมไม่มีเวลาดูหนัง ที่โหลดมาให้ได้หมด
แม้กระทั่งหนังโป้ แมร่งเยอะจัด และแล้ว เราก็หมดเวลาไปกับการมานั่งเลือกไฟล์ในเวปบิตดังนั้น ถอยห่างจากเวปบิต เพราะ ในบิต เหมือนแหล่งอบายมุข ลด ละ การใช้งาน เลือกเฉพาะไฟล์ที่หายาก และ จำเป็นเท่านั้น

6. MSN ไม่ต้องถึงกับ Uninstall ออกไปก็ได้ แต่อย่าให้มัน autorun ตอนเปิด windowsให้เราใช้ MSN เมื่อเราต้องการคุยกับใครสักคนแบบถามปัญหา หาความรู้ หรือ เพื่อการทำงานMSN มีประโยชน์มากมาย ในการติดต่องาน งานยาก ๆ หลาย ๆ อย่าง ผมจัดการมันผ่านการคุย MSNบางที การคุยโทรศัพท์ ก็ไม่เหมาะ กับงานบางอย่าง โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับ Net ใช้ MSN นี่แหละ

เอาหล่ะ ต่อไปเรื่อง ความขี้เกียจ
5. ความขี้เกียจ สิ่งนี้ มันฝังตัวอยู่ใน มนุษย์ทุกตัวตน ที่อับจน แร้งแค้น เฝ้าคิด ภาวนา ถึงแต่ความสุขสบายความร่ำร่วย แต่กลับไม่ลงมือทำอะไรเลย เฝ้าแต่ขอเงิน หรือ หวังว่าจะทำน้อย แต่ได้เยอะ ทำเร็ว ๆ ลวก ๆแต่ไร้ซึ่งคุณภาพ ความขี้เกียจเมื่อก่อน ผมก็ขี้เกียจนะ จนผมคิดว่า ทำไมต้องทำนู่น ทำนี่ด้วย เราก็อยู่แบบสกปรก ๆ ของเราไป ตัวเรารับได้ คนอื่นจะรู้สึกยังไงก็ช่างมัน ไม่ได้มาอยู่กับกรูนี่หว่า ก็ปล่อยให้ ที่อยู่อาศัยสกปรก รกรุงรัง และเมื่อผมเริ่มทำงานจริงจัง เริ่มใช้ชีวิต ในโลกแห่งความเป็นจริง เริ่มพบเจอผู้คนมากขึ้นโดยเฉพาะคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต สิ่ง ๆ หนึ่งที่เค้าเหล่านั้น มีเหมือน ๆ กันก็คือ ความสะอาดมันเป็นสัจธรรมเลยก็ได้มั้ง ที่คนมีเงิน มักจะชอบความสะอาด แต่เราต้องแยกแยะ คำว่าคนมีเงิน คือ คำนี้แบ่งออกเป็น
1. คนหาเงิน
2. คนใช้เงิน

คำว่าคนมีเงิน ที่ผมพูดถึงในที่นี้ หมายถึง “คนหาเงิน” คนที่หาเงินได้เยอะ ๆ จะใช้เวลาส่วนหนึ่งของชีวิตเพื่อรักษาความสะอาดพื้นที่รอบ ๆ ตัวเอง โดยคนเหล่านี้จะไม่ชอบความสกปรก ไม่ชอบความไม่มีระเบียบและถ้าต้องให้เค้าอยู่กับคนสกปรก หรือ ไม่มีระเบียบ เค้าคงจะยอมรับไม่ได้ (เหมือนผมในตอนนี้)แต่คนมีเงิน อีกประเภทคือ “คนใช้เงิน” ถึงจะมีเงิน แต่อาจจะชอบความสกปรกได้ เพราะไม่รู้จักคุณค่าของเงินไม่ได้หาเอง มีคนหาเงินมาให้ใช้ จึงเป็นไปได้ ที่หลาย ๆ คนจะเข้าใจผิดว่า คนรวยคนนี้ ทำไมถึงได้ สกปรกนัก

ตัวเราเอง เริ่มได้ง่าย ๆ ถ้าอยากหายขี้เกียจ ก็กำจัดความสกปรกออกไป แบ่งเวลาวันละ 30 นาทีหรือ  อาจจะเริ่มจากวันละ 10 นาทีก่อน โดยตั้งใจว่า 10 นาทีนี้ จะเป็นเวลาที่พิเศษที่สุดในชีวิตของเราทุกวันคือ เราจะทำให้ บ้านเราสะอาด เริ่มจาก 1 ห้องน้ำก่อน (ดูเหมือนจะง่าย และ เห็นผลเร็ว) เทน้ำยาขัดห้องน้ำแล้ว ขัด ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ภายใน 10 นาที เราก็จะรู้ว่า แมร่ง ง่ายแบบนี้ ทำทุกวันยังได้เลยนี่หว่า…. ปกติ 10 ปี ทำ 1 ครั้งเมื่อขัดห้องน้ำแล้ว ก็เก็บกวาดบ้าน เริ่มจากการ จำกัดพื้นที่ก่อน เช่น 10 นาที ต่อไปนี้ เราจะเก็บโต๊ะทำงานซึ่งเมื่อทำจริง ๆ แล้วมักจะเกิน 1o นาที แต่ผมก็มักจะเก็บต่อจนเสร็จ แต่ปัญหาสำคัญของการ เริ่มต้นเข้าสู่การเป็นคนรักความสะอาด คือ เราต้องรู้จักจัดการ ต้องมีเครื่องมือ เช่น เพิ่มชั้นวางของ ซื้อถังขยะหน้าตาดี  ๆมาไว้ใช้ ถ้าถังที่ใช้อยู่สกปรก ก็เปลี่ยนถังใหม่ และ อะไรที่ไม่ใช่ ก็ตัดใจเอาไปทิ้้ง อย่าเก็บไว้ แต่ถ้าอยากเก็บก็หากล่องกระดาษลัง ที่สภาพดี ๆ สวย ๆ เอามาใส่รวม ๆ กันไว้ให้เป็นระเบียบ แล้วเอามาตั้งเรียงกันไว้

ถ้าเป็นคนที่มีสัตว์เลี้ยง ก็คงจะเหนื่อยเป็นสองเท่า เพราะสัตว์เลี้ยง จะสร้างความสกปรกได้อย่างมากถ้าคุณไม่ขยันพอในช่วงแรก ขอแนะนำว่า อย่าเลี้ยง แต่ถ้ามีอยู่แล้ว และคิดว่า มันจะทำให้คุณสกปรกมากขึ้นก็หาวิธีปลดปล่อยมันไปซะ เช่น หาคนที่พร้อม เอาไปดูแลแทน หรือ ถ้าจะเลี้ยงต่อ ก็ต้องดูแลมันให้สะอาดด้วย

ปัญหาสำคัญอีกประการของคำว่าสกปรก เนื่องจากมนุษย์แต่ละคน มีระดับความ สะอาด ที่ต่างกันไปบางคนคิดว่า ที่ทำอยู่นี้ สะอาดแล้ว แต่บางคนกลับมองว่า นี่ยังโคตรสกปรก อันนี้แล้วแต่มุมมองแต่ผมว่า มาตรฐานก็คือ ห้องน้ำสะอาด มองแล้วเป็นระเบียบ มีฝุ่นบ้าง แต่ต้องคอยเช็ด เช่น ตามตู้ TV หรือ คอมพิวเตอร์ ปริ้นเตอร์ ตรงไหนมีฝุ่น ก็เช็ดให้เรียบ ล้างแอร์ พัดลม คอยเช็ดให้เหมือนใหม่ตลอดทุกครั้งที่กินอาหารเสร็จ ให้ล้างต่อทันที ไม่มีการวางทิ้งไว้ ให้หนู แมลงวัน แมลงสาป มากินต่อหลังจากล้างจานแล้ว ให้เท ซันไล ลาดไปให้ทั่วอ้างล้างจาน เอาสก๊อตไบท์ ล้างให้สะอาดอีกแค่นี้ ก็เยี่ยมแล้วครับ พยายามหาอุปกรณ์เช่น กะละมังใบเล็ก ๆ ประมาณ กะละมัง ล้างเท้ากับ น้ำยาล้างจาน และ สก๊อตไบร์พกเอาไว้ ให้สะดวก พอว่าง ก็ทำความสะอาดเลย อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปด้วยการ ทำกิจกรรมเดิม ๆ เช่น เล่นเกมส์ ดูทีวี เล่นเน็ต Chat ดูดวง เมื่ออะไร ๆ รอบตัวสะอาดขึ้นมา จิตใจเราก็จะแจ่มใส และ สมองปลอดโปร่ง ก็มีกะจิตกะใจ ทำงานให้ได้นานขึ้นงานที่ออกมาก็เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ และ ลูกค้าก็ประทับใจ บอกกันปากต่อปาก เราก็ได้งานมากขึ้นเรื่อย ๆและเป็นงานที่มีคุณภาพ ค้มกับเวลาที่เสียไป ที่ผมพูดมานี้ เพราะผมทำได้มากกว่า 500,000 บาท ต่อเดือนไม่ได้โม้เหมือนพวกทำ MLM

ดังนั้น ผมจะสรุปกิจกรรม ที่จะพัฒนาตนเองไปสู่อนาคตที่ดีให้ได้อ่านกัน
1. หากิจกรรมที่มีประโยชน์ทำ ออกกำลังกาย ฝึกภาษา หาเพื่อนใหม่ ๆ
2. หาคำว่า ระเบียบ วินัย ในชีวิตให้เจอ เช่น จดรายละเอียดการทำงาน วางแผนงานล่วงหน้าเสมอ
3. กำจัดทุกอย่าง ที่เราคิดว่า สกปรก ทำให้สะอาด
4. หาเวลานั่งสมาธิ และ หลังจากนั่งแล้ว อย่าหลับ ให้หาหนังสือดี  ๆ มาอ่าน จะอ่านได้นานมาก ๆ
5. อย่าหวังว่า ใครจะช่วยคุณได้ เริ่มจาก คุณช่วยเหลือตัวเองให้ได้ก่อน แล้วไปช่วยคนอื่นบ้าง (เหมือนที่พ่อกับแม่ดูแลเรา)
6. แสวงหาโอกาส และ พุ่งเข้าใส่มัน ด้วยความคิดที่แน่วแน่ และตัดสินใจ อย่างชาญฉลาด
7. ชักชวน คนใกล้ตัว ไปทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ซื้อไม้แบต มาตีกันหน้าบ้าน
8. จดรายรับ รายจ่าย (สงสัยว่า คนแถวนี้ส่วนใหญ่ จะได้จดกันแต่รายจ่าย)
9. กินอาหารให้พอดี อย่ากินเยอะไป เพราะจะบั่นทอนสุขภาพ และ ประสิทธิภาพการทำงาน (ง่วงนั่นเอง)

นิยามคำว่า “เวลา”
คุณคงเคยได้ยินคนพูดว่า “ไม่มีเวลา” นี่เป็นคำพูดที่แปลกมาก มันเป็นคำพูดที่ บ่งบอกถึง ความหมายในตัวมันเองแบบ เพรียบพร้อม โดยไม่ต้องการคำอธิบายเป็นอื่นใด นอกจากคำว่า “กรูไม่อยากทำ” หรือ “กรูไม่อยากเจอคุณ”

สำหรับเวลาแล้ว คนที่ไม่มีเวลา คือ คนตาย ดังนั้น ถ้าคุณยังหายใจ แสดงว่า เวลา ยังเดินอยู่แต่ไม่ต้องเร่งรีบเสียจนมากเกินไป และ ควรรู้ว่า ตอนไหนควรรีบ ตอนไหน ไม่ต้องรีบ และถ้ารีบแล้ว ก็ต้องทำให้ดีเพราะเวลา ที่คนเราทำอะไรเร็ว ๆ มันมักจะมากับความลวก ซึ่งจะต้องใช้เวลามากขึ้นอีกในการเข้าไป แก้ไขปัญหาดังนั้น ทำอะไร ก็ทำให้ดีไปเลย อย่าทำลวก ๆ

ทุกคนมีเวลาเท่ากัน นอกจากว่าใครบางคนอายุสั้น (แต่คุณไม่รู้วันตาย ผมจึงถือว่า มีเวลาเท่ากัน)ใน 1 วัน ผมทำงานเฉลี่ย 12 – 15 ช.ม.คุณอาจจะทำแค่ 1 ช.ม. ถ้าไม่เชื่อ ลองสำรวจตัวเองดู ตั่งแต่ตอนนี้ ว่าคุณก่อให้เกิดงานหรือ ความสำเร็จในชีวิต หรือ ทำอะไรที่คุณต้องการให้มันเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหน หรือ ชีวิตวันนี้ผ่านไปโดยที่ไม่มีความหมาย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แบบนี้ เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ เหมือนกันเมื่อถึงจุด ๆ หนึ่ง ที่คุณมีเงิน มีเวลา มีความพร้อมทุกอย่าง คุณจะเสียดายเวลา ที่คุณหมดไปกับ การทำอะไรที่มันไร้สาระ เช่น ดูทีวี เล่นเกมส์ เล่นเน็ท ขี้เกียจ นอนขี้เซา เมา หรือ ทำเรื่องแย่ ๆ

ดังนั้น เริ่มต้นเดี๋ยวนี้ ใช้เวลาให้คุ้มค่า ผมจะแนะนำเคล็ดลับให้เข้านอนก่อน 3 ทุ่ม เดี๋ยว 4 ทุ่มคุณก็หลับ แล้วคุณจะตื่น ตี 5 รีบลุกขึ้นมา ทำกิจกรรมคุณจะมีเวลา 7 – 12 รวม 5 ช.ม. ทำงาน และ 11 – 16 อีก 4 ช.ม. ทำงาน ใช้เวลาเหล่านี้ทำงานให้คุ้มค่า กับรายได้ ที่จะได้รับ และ ใช้สมองให้มากกว่าการออกแรงทำงานแต่อย่าลืมกฏข้อสำคัญ “อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา” เมื่อกลับถึงบ้าน ก็ประเมินการทำงานของวันนี้ ว่าทำได้ดีพอหรือยัง ต้องปรับปรุงตรงไหนอีกและ เตรียมงานของวันพรุ่งนี้ โดยลองตั้งใจว่า ทั้งอาทิตย์ คุณจะไม่ดูทีวีเลย แล้วคุณจะรู้ว่าทำไม เราช่างมีเวลา มากมาย เสียขนาดนี้ เมื่อก่อน ทีวี เอาเวลาของเราไปใช้จนหมดเลย

แต่ 1 อาทิตย์ ก็มีกิจกรรม สังสรรค์กันบ้าง เช่น ชักชวนกันออกไปทานอาหารค่ำ เพื่อคุยกันแบบเฮฮาแต่ไม่ต้องมีแอลกอฮอลล์  เพราะ นั่นอาจทำให้คุณซวย คนที่กำลังไปได้ดี อาจะพิการ หรือ หมดตัวเพราะเหล้า ก็มีให้เห็นมานักต่อนัก ดังนั้น ถ้ารักตัวเอง ก็เลือกแต่สิ่งดี  ๆ ให้กับชีวิต ณ ตอนที่คุณมีโอกาสเลือกเพราะถ้าพิการแล้ว คุณอาจ ไม่มีตัวเลือกมากนัก

นิยาม คำว่า “เก่ง” หลาย ๆ คนอยากรู้ว่า แค่ไหน ถึงจะเรียกว่าเก่ง งั้นวันนี้ผมจะสรุปให้ฟัง ว่าแค่ไหน คุณจะเรียกตัวเองได้ว่า กรูเก่งแล้ว”คนเก่ง คือ คนที่สอนคนโง่ทำงานได้ และ ใช้งานคนฉลาดทำงานเป็น” ถ้าคุณมีความรู้ คือ คุณฉลาด แต่คนที่นำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ถึงจะเก่ง เพราะ บางคนความรู้ท่วมหัว แต่ไม่รู้จักใช้ผมก็เคยผ่านจดนี้มา ดังนั้น ผมจะแนะนำให้ว่า ทำยังไง คุณถึงจะ นำความฉลาด (ความสามารถเฉพาะตัว) ที่คุณมีมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ให้คุณเริ่มจาก มองหาคนที่คุณเชื่อว่า เค้าไม่มีความสามารถแบบที่คุณมี แล้วร่วมงานด้วยกันคุณจะพบว่า คนที่ทำงานกันคนละหน้าที่ จะช่วยกันทำงานเป็นทีม แต่ คนที่ทำหน้าที่เดียวกัน มักจะแข่งกันทำการแข่งกันก็ดี แต่ถ้าเกินอิจฉากันขึ้นมา ก็คงจะเปลี่ยนจากการแข่ง เป็น สงคราม และ พัง ตามมา มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าทั้ง บริษัท คุณมีแต่นักการตลาด(ก็กรูจบการตลาดอ่ะ) หรือ มีแต่นักบัญชี (ก็กรูเรียนจบบัญชี นี่หว่า)หรือ มีแต่ทีมวิศวะกร (ก็กรูเรียนวิศวะ นี่โว้ย) หรือ มีแต่นักบริหาร ไม่ไม่มีคนทำงานระดับล่าง และ ระดับกลาง (เด็กจบบริหาร)

เราต้องหาเพื่อนร่วมงาน ที่มีความรู้คนละสาขา คนละแขนง เอามาช่วยกันประสานงานกัน จนเกิดงานที่มีประสิทธิภาพ ดีกว่า เราจะเอาแต่คนที่มีความรู้แบบเดียวกันมาช่วยกันทำ ดังนั้น การที่คุณมีกิจกรรมมากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะได้เจอ ใครบางคน ที่คุณกำลังมองหาก็ได้ บางครั้ง เราอาจจะได้ ลูกจ้าง หรือ เพื่อนร่วมงานที่ดี มาโดยไม่รู้ตัวและมีความสูขกับการทำงานมากกว่า เพราะ ทั้งเรา และ เขา ต่างก็ต้องศึกษาความสามารถของอีกฝ่ายไปด้วยคือ เป็นการเรียนรู้ เพิ่มเติมของแต่ะละคน ในความสามารถที่ต่างฝ่าย ต่างก็ไม่มี

สิ่งสุดท้าย ที่ขาดไม่ได้เลย เวลาคุณเห็นประกาศรับสมัครงาน มันมักจะมีคำ  ๆ นี้พ่วงมาด้วยเสมอมันคือคำว่า “ทำงานภายใต้ภาวะกดดัน”  <- มันหมายความว่า อะไร ไอ้คำนี้ คุณจะกดดันกรูทำไมหลาย ๆ คนคงอยากรู้ เพราะไม่เคยทำงานภายใต้ภาวะกดดัน  ผมจึงอยากอธิบายให้เข้าใจว่า ภาวะกดดัน นี้มีหลายแบบ

เช่น

เฮ้ยเองง่ะ ต้องรีบทำงานนี้ให้เสร็จ ภายในคืนนี้นะ เพราะลูกค้าจะต้องใช้ตอน 9 โมงเช้า <– แมร่ง ไม่ได้นอนแน่ ๆ กดดัน ๆ ๆ ๆ ๆ
– กรณีนี้ มันนอกเหนือ กฏเกณฑ์การทำงานปกติ คือนอกเวลา คงจะมีเงินพิเศษ หรือ รักกันจริง จึงทำให้ แต่ผมว่า  ถ้าเรื่องแค่นี้ คุณยังเก็บมาคิด และกดดันตัวเอง ผมว่า คุณใจแคบ และ คงจะทำอะไรไม่สำเร็จ  เพราะอะไรน่ะเหรอ  คุณมีเวลาอีกตลอดชีวิตของคุณ และ คุณยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณจะทำอะไร ผมขอแค่เวลา 20 ชั่วโมงนี้เท่านั้น  ที่คุณจะได้แสดงให้ผมดูว่า “คุณทำได้” แต่ถ้าคุณทำไม่ได้ คุณก็เป็นแค่ คนธรรมดา ที่ไร้ความสามารถในสายตาผม  ผมอยากได้คนที่เก่งกว่าคุณมาทำงาน

กรณีแบบนี้ผมเจอมาบ่อยมาก และ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผล ที่จะช่วยฝึก ให้ “คนเป็นคน” เพราะ “ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน”ยิ่งงานดี เราก็จะยิ่งมี คุณค่าในตัวเอง ถ้าเรื่องง่าย ๆ แค่นี้ คุณทำไม่ได้ แล้วเรื่องยากกว่านี้ คุณจะไปทำอะไรได้ผมคงไม่ไว้ใจให้คนอย่างคุณทำงานที่ใหญ่กว่านี้แน่ ซึ่ง มันหมายถึง งานใหญ่ รายได้ก็ใหญ่ ตามไปด้วยแต่ถ้าคุณไม่อยากทำงานนี้ คงเป็นอีกเหตุผล เช่น รู้สึกว่าโดนเอาเปรียบเกินไป หรือ ไม่ชอบขี้หน้ากัน!

แล้วก็อีกอย่าง เชื่อผมเถอะ เงินไม่ได้นำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง เพราะ ยิ่งเรามีเงิน ทำงานกับคนมากมาย เราเจอทั้งคนดีคนไม่ดี ผมเองก็ยังต้องตามฟ้องลูกหนี้ และต้องคอยไปที่ ศาล ยิ่งงานเรามากขึ้น เราก็จะได้เกี่ยวข้องทั้ง คนดี ไม่ดีแต่เราไม่ย่อท้อ และ ระลึกไว้เสมอว่า เราเกิดมาก็แค่ ตัวเปล่า เวลาเราตายไป เราก็ไปแต่ตัว สิ่งที่หลงเหลือไว้ เพื่อคนที่เรารักแต่ผมคิดไปไกลกว่านั้น ผมจะมีเวลาไปวิปัสนา และ พยายามเข้าถึงนิพพาน  Tongue

จิตวิทยาในการซื้อสินค้า ทุกคนเคยเป็น อยากได้ของสิ่ง ๆ นึงมาก ๆ อยากซื้อ เก็บเงินซื้อแทบตาย พอซื้อมาแล้วคุณอาจจะเบื่อมันภายใน 10  วันก็เป็นได้ และลืมมัน และวางมันไว้ในชั้นวางของ นั่นอาจจะเป็นเพราะ คุณยังไม่รู้จักการใช้เงินในบางเวลา เงินของคุณจะมีค่ามากกว่า ถ้าคุณรู้จักใช้มันให้ถูกที่ และ ถูกเวลา ของสิ่งนั้น ตอนที่ซื้ออาจจะราคา 5,000 บาทอยากได้มาก ตอนนี้ เอาไปขายเป็นของเก่า ราคาไม่เกิน 200 บาท แบบนี้ ใช้เงินผิดประเภท สนองความต้องการ ผิดประเภทถ้าเอาเงิน 5,000 ไปซื้ออะไรที่เก็บไว้สัก 5 ปี แล้วมันเพิ่มมูลค่า แบบนี้ อาจจะดีกว่า เช่น ของสะสมพวก แบคง์เก่า เงินโบราณสแตมป์ หรือ ถ้าเยอะหน่อยอาจจะเป็น ทองคำ ก็ได้ ดีกว่าจะไปซื้อ อะไรที่สนองความต้องการของคุณได้เพียงไมเกิน 10 วันแล้วคุณก็แทบไม่ได้พูดถึงมันอีกเลย ตลอดชีวิต และไม่เคยคิดแม้แต่จะกลับไปมองมันด้วยซ้ำ หรือ ถ้ามันหายไป คุณก็ไม่รู้สึกอะไร

เวลาดี ๆ ในชีวิต บางครั้ง ตื่นเช้าขึ้นมา ผมนั่งน้ำตาซึมและสงสัยว่า คนธรรมดา ที่เมื่อก่อน ไม่มีแม้เงินซื้อ มาม่ากินจะทำอะไร ๆ ได้ขนาดนี้เลยเหรอ จากจุดนั้น เราก้าวมาไกลขนาดนี้ได้ยังไง ได้มีเวลาว่างนั่งทบทวน อดีตที่ผ่านมาว่าใครเป็นคนชี้แนะ ให้เราทำอะไร ใครกดดันให้เราทำงานหนัก ใครสั่งสอน ให้เรารักความสะอาด ให้ขยัน ทำให้เป็นระเบียบบริหารเวลา จัดระบบความคิดใหม่ ปรับทัศนคติใหม่

พูดถึงคำว่า ทัศนคติ ผมยังอยากจะแนะนำต่อ เพราะหลายต่อหลายคน มีทัศนคติ ที่แย่มาก แค่เราปรับ ทัศนคตินิดเดียวเราก็เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคนกันแล้ว  ชีวิตพลิกหน้ามือเป็นหลังมือฝึกให้ จิต อยู่เหนือ ใจ รู้เท่าทัน ทุกก้าวการเดิน ฝึกให้ จิต ไว้กว่าความคิด รู้ว่า คิดอะไรอยู่ ฝึกทำสมาธิกันนะ

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงสงสัยว่า มันพิมพ์นานแค่ไหนผมนั่งพิมพ์ทั้งหมดนี้ประมาณ 1 ชั่วโมง (หลายคนสงสัย ผมต้องพิมพ์ดีดได้เก่งมาก ผมตอบว่า “ใช่” ผมพิมพ์เร็วมาก)แต่บางคนสงสัย ผมไปก๊อปปี้บทความใครมา หรือ เอาจากหนังสือที่ไหนมาพิมพ์หรือเปล่า ผมบอกว่า ไม่ใช่ ผมนั่งคิดไปผมก็พิมพ์ตามไป ผมก็แค่แชร์ประสบการณ์การทำงานให้คุณ ๆ ได้ฟัง และ ให้คุณ ๆ ทั้งหลายได้เอาไปปรับใช้

//

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s